Artificial Intelligence : ปัญญาประดิษฐ์

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI)

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) คือ การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ให้มีพฤติกรรมเหมือนคน โดยเฉพาะความสามารถในการเรียนรู้และความสามารถทางประสาทสัมผัสซึ่งเลียนแบบการเรียนรู้และการตัดสินใจของมนุษย์ (Laudon & Laudon , 2001)

ประเภทของ AI  ครอบคลุมสาขาต่างๆ ดังนี้ (Stairs & Reynolds,1999)
1) ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert-Systems) เป็นระบบการให้คำแนะนำในการจัดการปัญหา โดยอาศัยความรู้ของผู้เชี่ยวชาญที่โปรแกรมไว้
2) Neural Networks เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถกระทำ หรือจำลอง การทำงานของสมองมนุษย์ได้
3) Genetic Algorithms ปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยในการสร้างทางเลือก จำนวนมากในการแก้ปัญหา รวมทั้งทางเลือกที่ดีที่สุด
4) การประมวลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) เป็นการประมวลผลที่ทำให้คอมพิวเตอร์เข้าใจและโต้ตอบกับคำสั่ง หรือข้อความที่เป็นภาษา “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ได้
5) ระบบการเรียนรู้ (Learning Systems) เป็นระบบที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยสามารถโต้ตอบ หรือมีปฏิกิริยากับสถานการณ์แวดล้อมได้
6) ระบบการมองเห็น (Vision Systems) ระบบที่คอมพิวเตอร์สามารถบันทึกเก็บรักษาและจัดการกับภาษาที่มองเห็น หรือรูปภาพได้ เป็นการนำระบบนี้มาใช้ในการวิเคราะห์รอยนิ้วมือ
7) หุ่นยนต์ (Robotic) การพัฒนาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรกล ให้ทำงานซึ่งมีลักษณะที่ต้องการความแม่นยำสูง หรือเป็นงานที่น่าเบื่อ หรือทำให้เกิด ความเมื่อยล้าแก่มนุษย์

การนำหุ่นยนต์มาช่วยในการทำงาน

ในการนำหุ่นยนต์มาใช้ในการทำงานด้านการผลิตเพื่อทดแทนการทำงานของคนเริ่มเป็นที่นิยมใช้กันมากขึ้น   ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าในด้านอุตสาหกรรมพยายามที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ให้ได้มาตรฐาน    สามารถทำงานได้แทนคน    อีกทั้งยังพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีรูปแบบหลากหลายเหมาะสมกับงานการผลิต    แต่การนำหุ่นยนต์มาช่วยในการทำงานก็ข้อจำกัด   เนื่องจากหุ่นยนต์มีราคาสูง   ทำงานได้เฉพาะอย่าง    ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมในการทำงาน   ทำให้ต้องปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของหุ่นยนต์   ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่สูงขึ้น   ดังนั้นประเทศที่มีค่าแรงงานต่ำจึงไม่นิยมนำหุ่นยนต์มาช่วยในการทำงานมากนัก

ในปัจจุบันการนำหุ่นยนต์มาช่วยทำงานนั้นจะเป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นแขนกล   ซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์    งานที่มีอันตรายเกิดกว่าคนจะสามารถทำได้ก็จะใช้หุ่นยนต์หรือแขนกลเหล่านี้ทำ  เช่น  งานเชื่อม   งานประกอบชิ้นส่วน    การพ่นสี    การขนย้ายสิ่งของหนัก ๆ  เป็นต้น 

การทำงานของหุ่นยนต์แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

1. ระบบพลังงาน

การให้พลังงานกับหุ่นยนต์เราสามารถนำพลังงานหลายๆรูปแบบมาใช้ เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าสามารถใช้งานไม่ยาก และสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานอื่นๆได้ เช่น เปลี่ยนจากพลังงานไฟฟ้ามาเป็นพลังงานกล เปลี่ยนจากพลังงานไฟฟ้ามาเป็นพลังงานแสง
เปลี่ยนเป็นพลังงานเสียง และเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน

2. ส่วนระบบจักรกล

หุ่นยนต์แต่ละยุคแต่ละรุ่นจะมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
ซึ่งมีการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ
แต่มนุษย์และสัตว์แต่ละชนิดมีการเคลื่อนที่แตกต่างกัน
ดังนั้นการที่จะทำให้การเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆอยู่ในหุ่นยนต์ตัวเดียวถือเป็นเรื่องที่ยาก
เพราะการออกแบบกลไกต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวนั้นๆไป

3. ส่วนของระบบควบคุม

ระบบนี้จะทำหน้าที่สั่งงานกลไกต่างๆให้เคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่งได้
ระบบควบคุมจะแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ส่วนประมวลผล ส่วนหน่วยความจำและส่วนของความคิด

การนำหุ่นยนต์มาช่วยในการทำงานด้านการแพทย์


มีการนำหุ่นยนต์แขนกลมาในช่วยผ่าตัดผู้ป่วย เนื่องจากหุ่นยนต์ที่นำมาใช้งานในด้านนี้จะมีความละเอียดในการทำงานสูงมาก
ใช้ในการผ่าตัดที่เกินกว่ามนุษย์จะทำได้ การทำงานของหุ่นยนต์ชนิดนี้
จะมีแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดควบคุมอยู่

การพัฒนาหุ่นผ่าตัด

Spotlightvol3-35_2

cats6 (1)

ตัวอย่างหุ่นยนต์ที่ช่วยทำงานทางการแพทย์

ข้อดีของการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการทำงานด้านการแพทย์   คือ

1.  สามารถทำงานหนักหรืองานที่เป็นอันตรายที่คนไม่สามารถทำได้  เช่น  การจับโลหะร้อน   ของที่มีพิษ   มีรังสี   เป็นต้น

2.  สามารถทำงานได้ตลอด 24  ชั่วโมง โดยไม่เบื่อหน่าย ไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ไม่ต้องมีเวลาพัก

3.  สามารถทำงานได้มีคุณภาพสม่ำเสมอ

4.  สามารถลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้   เพราะหุ่นยนต์ไม่ต้องลาหยุด  ลาพักในทุกรณี   อีกทั้งไม่มีการทะเลาะหรือมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน

5.ช่วยทำให้การผ่าตัดนั้นสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะมีการให้เห็นภาพที่ผ่าตัดชัดและแม่นยำขึ้นมากกว่าเดิม

6.  สามารถลดต้นทุนในการจ่ายค่าแรงและสวัสดิการต่าง ๆ  ได้

ข้อเสียของการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการทำงานด้านการแพทย์  คือ

1.  หุ่นยนต์มีราคาแพง   เป็นการลงทุนที่สูง   ทำให้บางโรงพยาบาลไม่สามารถนำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัดได้

2.  หุ่นยนต์ที่ใช้ในการผ่าตัดเป็นการใช้หุ่นยนต์เฉพาะด้านไม่สามารถใช้กับงานทั่ว ๆ  ไปได้

3.  ต้องปรับปรุงกระบวนการผ่าตัดเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของหุ่นยนต์   อันจะก่อความยุ่งยากในการดำเนินงาน    รวมทั้งต้องลงทุนเพิ่มในการนำหุ่นยนต์มาใช้ในการทำงานอีกด้วย

ที่มา

http://intimeproduct19.tripod.com/about/Untitled-12.html

http://www.thaigoodview.com/node/134432

pr.md.chula.ac.th/spotlight/year3/Spotlightvol3-35_2.pdf

จัดทำโดย

นางสาวกฤติยา แก้วกัน

รหัส 5606103004

สาขา  การบัญชี 2 ปี

Advertisements

กิจกรรมทบทวน ข้อ 2

กิจกรรมทบทวน ข้อ 2

โจทย์ 2 ตัด 1

 

Full Text

IMG_20130811_0018

1.สร้าง Gant Charts

ตาราง ตัด

 

Full Text

IMG_20130811_0019

2.สร้าง PERT Charts

รูปภาพ ตัด

 

Full Text

IMG_20130811_0020

3.โครงการนี้ใช้เวลาทั้งหมดกี่วัน

– โครงการนี้ใช้เวลาทั้งหมด 37 วัน

4.เส้นทางวิกฤติประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง

เส้นวิดฤติ ตัด

 

Full Text

IMG_20130811_0021

= เส้นทางวิกฤติ จะพิจารณาจากสายงานที่มีเวลานาน หรือยาวที่สุด ซึ่งในที่นี้คือสายงาน B C E F

รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 37  วัน นั้นหมายถึงการดำเนินงานทุกอย่างในแต่ละขั้นตอนจะแล้วเสร็จภายใน 37 วัน

โดยในโครงการอาจมีสายงานวิกฤติมากกว่า 1 สายงานก็เป็นได้

กิจกรรมทบทวน ข้อ 1

กิจกรรมทบทวบ ข้อ 1

โจทย์ 1 ตัด

Full Text

IMG_20130811_0014 โจทย์ IMG_20130811_0015 ตาราง

1.สร้าง Gant Charts

ตาราง ตัด

Full Text

IMG_20130811_0015 ตาราง

2.สร้าง PERT Charts

รูป ตัด

Full Text

IMG_20130811_0016

3.โครงการนี้ใช้เวลาทั้งหมดกี่วัน

– โครงการนี้ใช้เวลาทั้งหมด 15 วัน

4.เส้นทางวิกฤติประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง

เส้นวิกฤติ ตัด

Full Text

IMG_20130811_0017

=เส้นทางวิกฤติ จะพิจารณาจากสายงานที่มีเวลานาน หรือยาวที่สุด ซึ่งในที่นี้คือสายงาน C A D

รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 15 วัน นั้นหมายถึงการดำเนินงานทุกอย่างในแต่ละขั้นตอนจะแล้วเสร็จภายใน 15 วัน

โดยในโครงการอาจมีสายงานวิกฤติมากกว่า 1 สายงานก็เป็นได้

EIS

EIS คือ

– เครื่องมือในการบริหารจัดการข้อมูลบนระบบแผ่นทที่ออนไลน์เพื่อช่วยสนับสนุน
การวางแผนกลยุทธ์และการตัดสนใจของผู้บริหารระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพสงสุด
– สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอภาพรวมของข้อมูลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
– สามารถดการกระจายตัวและรายละเอียดของแต่ละจัดข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงลึก
สำหรับใช้ประโยชน์ในธุรกิจ

 ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Information Systems-EIS, Executive Support Systems -ESS) เป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่งของ DSS ที่สนับสนุนการทำงานของผู้บริหารระดับโดยเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญต่อองค์การหรือเรื่องทิศทางการดำเนินงานขององค์การ โดยทำการเข้าถึงสารสนเทศและรายงานต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว EIS มีการออกแบบที่ง่ายต่อการใช้ (user friendly) โดยมีการใช้รูปกราฟฟิคในการออกแบบหน้าจอ

หน้าที่ของ EIS
1) ช่วยในการวางแผนกลยุทธ์ โดยประเมินและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและนำสารสนเทศที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันมีความรวดเร็วและช่วยในการพิจารณาสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งทดสอบว่ากลยุทธ์ที่กำหนด ได้ผลหรือไม่ (Stair & Reynolds, 1999)2) ช่วยในการควบคุมเชิงกลยุทธ์ (Strategic control) ซึ่งเกี่ยวกับการติดตาม และการจัดการการปฏิบัติขององค์การโดยการสร้างกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิผลโดยการระบุปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญหา โอกาส หรือการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะช่วยให้กระบวนการทำงานลื่นไหลไปได้ด้วยดี (Stair & Reynolds, 1999)3) การสร้างเครือข่าย (Networks) เครือข่ายในที่นี้ หมายถึงบุคคลต่างๆ ทำงานร่วมกันในการบรรลุจุดมุ่งหมาย เครือข่ายนี้จะช่วยทำให้สารสนเทศที่เกี่ยวกับความคิดเห็นข้อสังเกต ข้อมูลหรือการเตือนภัยล่วงหน้าไหลติดต่อระหว่างสมาชิกในเครือข่าย

4) ช่วยในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ระบบยังสามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศรวมทั้งสามารถในการจัดหาสินค้าของซัพพลายเออร์

5) ช่วยในการจัดการกับวิกฤต (Crisis management) แม้ว่าหน่วยงานจะมีการวางแผนกลยุทธ์ดีเพียงไร แต่บางครั้งวิกฤตที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ การจัดการวิกฤตเป็นหน้าที่ของผู้บริหารโดยตรง (Stair & Reynolds, 1999)

ความสามารถทั่วไปของ EIS
1) การเข้าถึงดาต้าแวร์เฮาต์ (Data Warehouse) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ ประกอบด้วยฐานข้อมูลจากงานในระดับปฏิบัติการ เช่น วัสดุคงคลัง และฐานข้อมูลภายนอก เช่น ลักษณะของประชากร2) การใช้ความสามารถในการเจาะข้อมูล (Drill down) กล่าวคือ EIS จะประกอบด้วยการสรุปสารสนเทศเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเจาลึกเพื่อกาสารสนเทศในรายละเอียดอีกครั้ง ดังนั้นการเจาะข้อมูลหมายถึง ความสามารถในการให้รายละเอียดของสารสนเทศ เช่น หากผู้บริหารสังเกตเห็นการลดลงของยอดขายในรายงานประจำสัปดาห์ผู้บริหารอาจต้องดูรายละเอียดของยอดขายในแต่ละภาคเพื่อต้องการหาเหตุผล ถ้าข้อมูลแสดงว่าภาคใดภาคหนึ่ง มีปัญหา ผู้บริหารอาจจะเจาะลงในรายละเอียดของการขายสินค้าแต่ละผลิตภัณฑ์ หรือยอดขายของพนักงานขายแต่ละคนก็ได้ การเจาะลึกของข้อมูลอาจทำได้ต่อเนื่องกันหลายระดับของข้อมูล การเจาะลึกดังกล่าวผู้บริหารสามารถทำไดเองโดยไม่จำเป็นองปรึกษากับโปรแกรมเมอร์แต่อย่างใด3) การนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่มีความยืดหยุ่น ระบบ EIS จะมีการรายงานซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่าระบบ MRS มาก กล่าวคือ ระบบ MRS จะมีการกำหนดสารสนเทศไว้ล่วงหน้า แต่ EIS จะเริ่มจากสิ่งที่ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า และยังมีรูปแบบรายงานต่างๆ ให้ผู้บริหารได้เลือกอีก (แนวคิดเดียวกับแบบ drill down) ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถ ได้ทราบสารสนเทศในเชิงลึกมากขึ้น และบางครั้งถึงกับออกแบบในลักษณะกราฟฟิคเอาไว้ด้วย ลักษณะการนำเสนอในแบบนี้เป็นข้อแตกต่างของ MRS และ EIS

4) การเข้าถึงสารสนเทศที่หลากหลาย ระบบ EIS ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึง สารสนเทศได้ทุกประเภท ทั้งสารสนเทศจากภายในหน่วยงานและภายนอกหน่วยงานซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขององค์การด้วย

5) การใช้โมเดลในการวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลอาจจำเป็นต้องทราบแนวโน้มในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในข้อมูล การวิเคราะห์แนวโน้มจะทำได้โดยใช้โมเดลการพยากรณ์ การวิเคราะห์แนวโน้ม เช่น ยอดขายจะมีการเพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนแบ่งการตลาดจะลดลงหรือไม่

ตัวอย่างการใช้ระบบ EIS ในธุรกิจต่างๆ

บริษัทที่มีหน่วยงาน/ สาขา/ ผู้แทน หรือลูกค้ากระจายอยู่ทั่วพื้นที่ในประเทศไทย
 สามารถดููข้อมูลยอดขายในแต่ละพื้นที่(หรือหลายพื้นที่) ในช่วงเวลาต่างๆได้
 สามารถดูผล performance ของพนักงาน/หน่วยงานซึ่งประจำอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในช่วงเวลาต่างๆได้
 สามารถดูปริมาณสินค้าคงเหลือของแต่ละประเภทสินค้าในแต่ละพื้นที่(หรือหลายพื้นที่)
ณ. ชวงเวลาต่างๆได้
 สามารถดูปัญหาที่เกิดขึันจากการใช้บริการของลูกค้าในพื้นที่และในช่วงเวลาต่างๆ
 สามารถดูปัญหาการขนส่งสินค้าในพื้นที่ต่างๆ ณ ช่วงเวลาที่ต้องการได้
 สามารถดูการกระจายตัวของลูกค้า เพื่อนำไปใช้ปรับกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าและพัฒนา
ผลิตภัณฑ์และบริการให้หมาะกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่

หมายเหตุ: การแสดงและเรียกดูข้อมูลสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า

ตัวอย่างโปรแกรม (Executive Information Systems-EIS)

EIS 1

EIS 2

ที่มา

http://elearning.northcm.ac.th/mis/content.asp?ContentID=74&LessonID=10

http://www.siamphone.com/review/2013/gnet/a9/image/menu/menu_gnet_a9_46.jpg

MIS

MIS  (Management  Information  System) คือ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System) หรือ MIS คือระบบที่ให้สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้ง สารสนเทศภายในและภายนอก สารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งสิ่งที่คาดว่าจะเป็นในอนาคต นอกจากนี้ระบบเอ็มไอเอสจะต้อง ให้สารสนเทศ ในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่างถูกต้อง

MIS

การนำไปใช้งานสามารถแบ่งได้ 4 ระดับดังนี้

1. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผนนโยบาย กลยุทธ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง

2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในส่วนยุทธวิธีในการวางแผนการปฏิบัตและการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลาง

3. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในระดับปฎิบัติการและการควบคุมในขั้นตอนนี้ผู้บริหารระดับล่างจะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฎิบัติงาน

4. ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล

ระบบสารสนเทศเป็นระบบรวมทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถเก็บรวบรวมในลักษณะระบบเดียวเนื่องจากขนาดข้อมูลมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมาก ทำให้การบริหารข้อมูลทำได้อยาก การนำไปใช้ไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องแบ่งระบบสารสนเทศออกเป็นระบบย่อย 4 ส่วนได้แก่

ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System :TPS)

ระบบจัดการรายงาน (Management Reporting System :MRS)

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System :DSS)

ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information System :OIS)

ตัวอย่างโปรแกรม Management  Information  System

MIS 1

ที่มา

http://202.143.156.4/edplaza/index.php?option=com_content&view=article&id=54:mis&catid=29:2010-05-16-09-38-11&Itemid=53

http://www.prosoft.co.th/images/image/products/HRMI/detail/dashboard1.png

DSS

DSS (Decision Support System)

DSS (Decision Support System)

-เป็นระบบสารสนเทศที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริหาร ในการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลทางสถิติต่างๆ หรือการแสดงในรูปแบบกราฟเปรียบเทียบ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
– ระบบที่สามารถให้ทางเลือกโดยอาศัยข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
– นำข้อมูลจาก TPS MIS  มาใช้งานภายในระบบ
– นำสารสนเทศจากภายนอกเข้าสู่ระบบ เช่น การนำข้อมูลราคาหุ้นของตลาดหุ้นมาประกอบการพิจารณา หรือการนำราคาผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งมาประกอบการพิจารณา เป็นต้น
– เป็นการตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง หรือไม่มีโครงสร้าง

หน้าที่หลักในการประมวลผลข้อมูล

– การสร้างแบบจำลอง เช่น การพยากรณ์ยอดขาย
– การวิเคราะห์แบบ What-If Analysis เช่น การวิเคราะห์วิธีนี้เป็นกึ่งมีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้าง
– การวิเคราะห์แบบ Goal Seeking เป็นกระบวนการที่ผู้ตัดสินใจกำหนดผลลัพธ์
– การวิเคราะห์แบบ Risk Analysis เป็นการวิเคราะห์ทางเลือกในการตัดสินใจ
– การวิเคราะห์แบบ Graphical Analysis คือการวิเคราะห์และแสดงผลลัพธ์
ประเภทของ DSS 
 จำแนก DSS ออกตามคณสมบัติของแต่ละระบบออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. DSS แบบใหความสำคัญกับข้อมูล (Data-Oriented DSS) เป็น DSS ทำให้
ความสำคัญกับเครืองมือในการจัดการและการวเคราะห้ข้อมูล การทดสอบทางสถิติ ตลอดจนการจัดข้อมูลในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ผู็ใช็ทำความเข้าใจสารสนเทศ และสามารถตัดสินใจอย่างมีประสทธิภาพ

2. DSS แบบใหความสำคัญกับแบบจำลอง (Model-Based DSS) เป็น DSS ทำให้
ความสำคัญกบแบบจำลองการประมวลปัญหา โดยเฉพาะแบบจำลอง พื้นฐานทางคณิตศาสตร์
(Mathematical Model) และแบบจำลองการวิจัยขั้นดำเนินงาน (Operation Research Model) ซึ่ง
ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหา และปรับตัวแปรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาเลือกทางเลือกที่
เหมาะสมทที่สุด

การพัฒนา DSS
การพัฒนา DSS จะมีความแตกตางจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
โดยทั่วไป เนื่องจาก DSS ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นสำหรับผู้ใชเฉพาะกลู่ม โดย DSS จะต้องการ
ข้อมูลในประมาณที่เหมาะสมและตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งมีประมาณน้อยแต่เจาะจงกว่าระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการ แต่ DSS ต้องอาศัยแบบจำลองการวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งสลับซับซ้อนกว่า
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมาก นอกจาก DSS โดยส่วนมากจะถูกออกแบบมาอย่าง
เฉพาะเจาะจงเพื่อใชในการสนับสนุนและการแก้ปัญหาเฉพาะอย่าง ซึ่งต้องการความยืดหยุ่นในการ
ปรับตัวให้เขากับสถานการณ์ทที่เหมาะสม ดงนั้นการพัฒนา DSS จึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม
ในการพัฒนา ด้วย ซึ่งเราจะกล่าวถึงขั้นตอนการพัฒนาระบบ DSS ดังต่อไปนี้

1. การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)
2. การออกแบบระบบ (System Design) DSS
3. การนำไปใช้ (Implementation) DSS

ตัวอย่างระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)

บริษัท ค็อกพิท มีระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการออกแบบยางรถยนต์ยี่ห้อใหม่

–   ระบบช่วยให้นักวิเคราะห์มองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผล ทางด้านการเงินในอดีตกับตัวแปรภายนอก เช่น จำนวนรถยนต์ที่ผลิตทั้งหมด ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศแล้วนำมาสร้างโมเดลในการพยากรณ์การขายด้วยโมเดลต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบ
–   สามารถสร้างฐานข้อมูลที่บรรจุยางของคู่แข่งทั้งหมด 200 ยี่ห้อ รวมทั้งข้อมูลในการผลิต แรงกด ปริมาณ และประมาณการขาย
–   ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลนี้สำหรับการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน
–   ระบบช่วยให้องค์การสามารถนำเอาประเด็นด้านเทคโนโลยีมาผนวกกับ ด้านการเงินในการตัดสินใจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และช่วยสนับสนุนให้มีการตัดสินใจร่วมกันของหน่วยงานตามหน้าที่ต่างๆ ในองค์การ
ตัวอย่างโปรแกรม Decision Support System
DSS
ที่มา

TPS

TPS (Transaction Processing Systems)

TPS (Transaction Processing Systems)  เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจาก ธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่ เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า

วัตถุประสงค์ของ  TPS
1.   มุ่งจัดหาสารสนเทศทั้งหมดที่หน่วยงานต้องการตามนโยบายของหน่วยงานหรือตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน
2.   เพื่อเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานประจำให้มีความรวดเร็ว
3.   เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลและสารสนเทศของหน่วยงานมีความ ถูกต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรักษาความลับได้
4. เพื่อเป็นสารสนเทศที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการตัดสินใจอื่น เช่น MRS หรือ DSS

หน้าที่ของ TPS 
1. การจัดกลุ่มของข้อมูล (Classification) คือ การจัดกลุ่มข้อมูลลักษณะเหมือนกันไว้ด้วยกัน
2. การคิดคำนวณ (Calculation) การคิดคำนวณโดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การคำนวณภาษีขายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
3. การเรียงลำดับข้อมูล (Sorting) การจัดเรียงข้อมูลเพื่อทำให้การประมวลผลง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียง invoices ตามรหัสไปรษณีย์เพื่อให้การจัดส่งเร็วยิ่งขึ้น
4. การสรุปข้อมูล (Summarizing) เป็นการลดขนาดของข้อมูลให้เล็กหรือกะทัดรัดขึ้น เช่น การคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน
5. การเก็บ (Storage)  การบันทึกเหตุการณ์ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ โดยเฉพาะข้อมูลบางประเภทที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ตามกฎหมาย ที่จริงแล้ว TPS เกี่ยวข้องกับงานทุกระดับในองค์การ แต่งานส่วนใหญ่ของ TPS จะเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการมากกว่า แม้ว่า TPS จะจำเป็นในการปฏิบัติงานในองค์การแต่ระบบ TPS ก็ไม่เพียงพอในการสนับสนุนในการตัดสินใจของผู้บริหาร ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีระบบอื่นสำหรับช่วยผู้บริหารด้วย ดังจะกล่าวต่อไป

กระบวนการประมวลข้อมูลของ TPS มี 3 วิธี คือ 
1. Batch processing การประมวลผลเป็นชุดโดย การรวบรวมข้อมูลที่เกิดจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและรวมไว้เป็นกลุ่มหรือเป็นชุด (batch) เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หรือจัดลำดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปประมวลผล โดยการประมวลผลนี้จะกระทำเป็นระยะๆ (อาจจะทำทุกคืน ทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์)
2. Online processing คือ ข้อมูลจะได้รับการประมวลผล และทำให้เป็นเอาท์พุททันทีที่มีการป้อนข้อมูลของธุรกรรมเกิดขึ้น เช่น การเบิกเงินจากตู้ ATM จะประมวลผลและดำเนินการทันที เมื่อมีลูกค้าใส่รหัสและป้อนข้อมูลและคำสั่งเข้าไปในเครื่อง
3. Hybrid systems เป็นวิธีการผสมผสานแบบที่ 1) และ2) โดย อาจมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทันที แต่การประมวลผลจะทำในช่วงกระยะเวลาที่กำหนด เช่น แคชเชียร์ที่ป้อนข้อมูล การซื้อขายจากลูกค้าเข้าคอมพิวเตอร์ ณ จุดขายของ แต่การประมวลผลข้อมูลจากแคชเชียร์ทุกคนอาจจะทำหลังจากนั้น (เช่น หลังเลิกงาน)

ตัวอย่าง ระบบประมวลผลรายการประจำวัน (TPS)

งานเงินเดือน (Payroll)
– การติดตามเวลาการทำงานของพนักงาน
– การคิดเงินเดือน โดยมีการหักภาษี ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ
– การออกเช็คเงินเดือนหรือการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีให้กับลูกจ้าง
การขาย (Sales)
– การบันทึกข้อมูลการขาย
– การออกใบเสร็จรับเงินหรือบิลส่งสินค้า
– การติดตามข้อมูลรายรับ
– การบันทึกการจ่ายหนี้
– การเก็บข้อมูลการส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า
การสั่งซื้อสินค้า (Purchasing)
–  การสั่งซื้อหรือบริการต่างๆ
– การบันทึกข้อมูล การส่งสินค้าหรือบริการจากซัพพลายเออร์
 การเงินและการบัญชี
–  การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ (Finance and Accounting)
–  การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษี
–  การติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ

ตัวอย่างโปรแกรม TPS

TPS

ที่มา

http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5028112/article1.html

http://www.thaiware.com/upload_misc/software/2010_06/thumbnails/3245_20100601164013eZ.jpg

http://www.pnu.ac.th/webpnu/file_mgt/mgtfiles/mgt_files/…/sa01.ppt‎